Archive for March, 2010

ที่มาของรองเท้าโอนิซึกะ รองเท้าแบรนญี่ปุ่นที่เกรียงไกลไปทั่วโลก 6


2010
03.21

ที่มาของรองเท้าแฟชั่นโอนิซึกะ รองเท้าแบรนญี่ปุ่นที่เกรียงไกลไปทั่วโลก 6

ไม่ว่าใครจะใส่รองเท้าแฟชั่นโอนิซึกะด้วยเหตุผลใด แต่ประวัติศาสตร์อันยาวนาน ได้การันตีแล้วว่า การคิดดี ทำดี เพื่อผู้อื่นโดยไม่ได้หวังผลกำไร เพียงอย่างเดียว นั่นเป็นบทพิสูจน์และเป็นวิธีที่ถูกที่สุด ในการประสบความสำเร็จ ใครที่หวังอยากร่ำอย่างรวย อยากมีกิจการเป็นของตัวเอง คงคิดแค่เรื่องจะหาเงินยังไงให้มาก คงไม่พอ แต่ต้องเพียรถามตัวเองด้วยว่างานที่เราอยากประสบความสำเร็จนั้น ได้ให้อะไรกับสังคม และคนรอบข้าง เพราะมันทำให้เราไม่ล้มเลิกไปก่อน เมื่อต้องล้มลุกคลุกลานกับมัน เพราะความสำเร็จของเรานั้นไม่ได้เพียงแค่สร้างรอยยิ้มของเราเท่านั้น ยังสร้างรอยยิ้มให้กับอนุชนรุ่นหลัง ได้รู้ว่า การเป็นนักธุรกิจ การเป็นคนร่ำรวยไม่ได้เกิดจาก การคิดถึงแต่ตนเองเพียงอย่างเดียว การมีธุรกิจเป็นคนตัวเอง เป็นนักธุรกิจอาจเกิดจากความคิดที่อยากให้คนอื่นมีชีวิตที่ดีขึ้นก็ได้

ดังที่ความฝันของคุณคิฮะ ชิโระ โอนิซึกะ ที่ได้ทำสำเร็จให้เราได้เห็นแล้ว

ที่มาของรองเท้าโอนิซึกะ รองเท้าแบรนญี่ปุ่นที่เกรียงไกลไปทั่วโลก 5


2010
03.21

ที่มาของรองเท้าโอนิซึกะ รองเท้าแบรนญี่ปุ่นที่เกรียงไกลไปทั่วโลก 5

หากมองย้อนไปความสำเร็จของโอนิซึกะ เกิดจากจุดเริ่มต้นที่อยากให้เยาชนญี่ปุ่นมีสุขภาพที่ดี โดยความตั้งใจนั้น ได้แผ่ขยายไปสู่คนที่ปัจจุบันเน้นการสวมใส่ไปเพื่อแฟชั่น จึงทำให้บางคนมองว่ารองเท้าโอนิซึกะ ก็ราคาสูงไม่เบา แต่ไม่แปลกแต่อย่างใด เพราะรองเท้าคู่นี่ทำมาเพื่อการกีฬา ซึ่งยอมต้องซับซ้อนกว่าการทำรองเท้าแฟชั่นทั่วไป ความซับซ้อนนั้นย่อมหมายถึงต้นทุนที่สูงขึ้น

ความสำเร็จของโอนิซึกะ ได้พิสูจน์แล้วว่า ความเป็นที่หนึ่งไม่ได้ยากอะไร แต่การรักษาความเป็นที่หนึ่งให้ยาวนานต่างหากที่ยากว่า ถ้าจะคิดความสำเร็จของโอนิซึกะ ด้วยวันเวลา ก็กล่าวได้ว่า โอนิซึกะ เป็นที่หนึ่งในใจคนทั่วโลกจริง เพราะประวัติศาสตร์ของรองเท้าโอนิซึกะ มีมานานกว่า 60 ปี นั้นทำให้รองเท้ารุ่นแรกๆที่ผลิตออกมาหายากยิ่ง จึงเกิดการสะสมรองเท้าโอนิซึกะ ของนักสะสมทั้งหลาย ไม่ว่าจะสะสมด้วยความรักหรือแกร่งกำไร ก็อาจหาซื้อรองเท้ารุ่นเก่าและหายาก ในราคาสูงลิบลิ่ว

ที่มาของรองเท้าโอนิซึกะ รองเท้าแบรนญี่ปุ่นที่เกรียงไกลไปทั่วโลก 4


2010
03.14

ที่มาของรองเท้าแฟชั่นโอนิซึกะ รองเท้าแบรนญี่ปุ่นที่เกรียงไกลไปทั่วโลก 4

โอนิซึกะได้บุกตลาด โดยการนำดารานักร้องชื่อดัง รวมทั้งทำรองเท้าแฟชั่นรุ่นพิเศษ โดยคิดแคมเปญที่อลังการ นำรองเท้าแฟชั่นรุ่นพิเศษนี่มาออกงานร่วมกับรถมิน ออกมาเป็นแคมเปญชื่อว่า Onitsuka Mini R55 แต่ความคิดสร้างสรรค์ที่บรรเจิดยังไม่หมดลง โอนิซึกะได้คิดกลยุทธ์ให้แบรนด์โอนิซึกะอยู่ในใจผู้ใช้ โดยหวังว่า อยากได้ความภักดีจากผู้บริโภค โดยเริ่มการทำเว็บไซด์ เพื่อให้เหล่าแฟนคลับคนรักเสื่อ คนรักโอนิซึกะ ได้พูดคุยกัน และสามารถแลกเปลี่ยนสินค้าโอนิซึกะได้

ในปี ค.ศ. 2003 ภาพยนต์เรื่อง Kill Bill นำโดยนางเอกสาวอย่างอูม่า เธอร์แมน นักฆ่าสาวแสนสวย ที่มาพร้อมกับรองเท้าแฟชั่นโอนิซึกะสีเหลืองแสบจิ๊ด ทำให้เป็นการตอกย้ำอิมเมจของโอนิซึกะว่าเป็นแบรนด์ที่นำกระแสโลกอยู่เสมอ ผลที่ได้รับคือ รองเท้าโอนิซึกะ ได้รับการต้อนรับจากฮอลิวู้ดไปโดยปริยาย สำหรับวงการแฟชั่นแล้ว การได้รับการต้อนรับอย่างดีจากวงการฮอลิวู้ด นำมาซึ่งยอดการขายมหาศาล และโลกทั้งใบการอยู่ในกำมือของโอนิซึกะ อย่างสวยงาม

ที่มาของรองเท้าโอนิซึกะ รองเท้าแบรนญี่ปุ่นที่เกรียงไกลไปทั่วโลก 3


2010
03.14

ที่มาของรองเท้า แฟชั่น รองเท้าแบรนญี่ปุ่นที่เกรียงไกลไปทั่วโลก 3

ในปี ค.ศ.1958 โอนิซึกะ ฉลองครบรอง 10 ปี ด้วยการประกาศก้าวสู่อุตสาหกรรมธุรกิจอย่างเต็มตัวและทีสำคัญคือ จะก้าวไปพร้อมกับพนักงานทุกคน ด้วยการแจกหุ้นของโอนิซึกะแก่พนักงานมากถึง 70 %

ในปี ค.ศ.1977 นายคิฮะชิโระ โอนิซึกะ มีความคิดอย่างชาญฉลาด ที่จะผนึกกำลังร่วมกับบริษัทผลิตชุดกีฬา และอุปกรณ์กีฬา เพราะการครองการตลาดอย่างครอบวงจร จากโอนิซึกะ กลายเป็น ASICS ขณะนั้น ASICS เป็นแบรนด์ญี่ปุ่นแบรนด์เดียวที่จะยืดอกแข่งขันกับแบรนด์กีฬาจากต่างประเทศได้ เพื่อก้าวสู่การเป็นแบรนด์ระดับโลก

14 ปีต่อมา ยุครีไซเคิลได้กลับมาอีกครั้ง ดังคำกล่าวที่ว่า แฟชั่นมักเป็นรูปวงกลม เมื่อ 10 ปีแล้วนิยมขาเดฟ ปัจจุบันก็กลับมานิยมอีกครั้ง เป็นรูปวงกลม ASICS ก็เช่นกัน  ได้นำโอนิซึกะรุ่นเก่ามาผลิตใหม่อีกครั้งในปี ค.ศ. 2001 โดยเน้นไปคอลเล็กชั่นย้อนยุคช่วงปี 70s และ ปี 80s แต่ปรับปรุงตรงการนำความเป็นญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมมาผสมกับการออกแบบร่วมสมัย จากนั้นจึงกำเนิด รองเท้าแฟชั่นโอนิซึกะ ไทเกอร์ขึ้น โดยราคาขายในช่วงแรกอยู่ที่ราคา 3,500-6,500 บาท

ที่มาของรองเท้าโอนิซึกะ รองเท้าแบรนญี่ปุ่นที่เกรียงไกลไปทั่วโลก 2


2010
03.14

ที่มาของรองเท้าโอนิซึกะ รองเท้าแบรนญี่ปุ่นที่เกรียงไกลไปทั่วโลก 2

จากนั้นไม่นาน ก็ถึงยุคสงครามเย็น มีแต่สงคราม ประชาชนไม่อาจออกกำลังอย่างอิสระได้ กระแสรองเท้าโอนิซึกะและอุตสาหกรรมส่วนมาก ตกต่ำลง แต่ด้วยความที่การเริ่มความคิดของรองเท้าโอนิซึกะ ไม่ได้คิดแต่จะกอบโกยเงิน แต่หวังที่จะให้คนมีสุขภาพดี

หลังจากสงครามเย็นผ่านไป ชาวญี่ปุ่นจึงหันมาเล่นกีฬาอีกครั้ง โดยนักกีฬาทุกคนหันมาใช้รองเท้ายี้ห้อโอนิซึกะในการแข่งขันกีฬาระดับโลก

กระทั่งปี ค.ศ.1964 โอนิซึกะ ได้รับการกล่าวขวัญว่า เป็นรองเท้าแห่งชัยชนะ ถึงขนาดว่าสื่อมวลชนกล่าวกันว่า นักกีฬาที่สวมโอนิซึกะ สามารถคว้าเหรียญทองได้มากถึง 20 เหรียญ เหรียญเงิน 16 เหรียญ และเหรียญทองแดง 10 เหรียญ โดยนักกีฬาที่คว้าเหรียญได้ทุกคน สวมรองเท้ารุ่นโอลิมปิกที่มีลวดลายว่า TOKYO 1964 มีลักษณะเด่นที่ตัว O เป็นจุดสีแดง คล้ายธงชาติของประเทศญี่ปุ่น นั้นกลายเป็นสัญญาลักษณ์ที่ยิ่งตอกย้ำต่อชาวโลกว่าแบรนด์โอนิซึกะ มีที่มาจากคนญี่ปุ่น จากประเทศญี่ปุ่น

ที่มาของรองเท้าโอนิซึกะ รองเท้าแบรนญี่ปุ่นที่เกรียงไกลไปทั่วโลก 1


2010
03.13

ที่มาของรองเท้าโอนิซึกะ รองเท้าแฟชั่นแบรนด์ญี่ปุ่นที่เกรียงไกลไปทั่วโลก 1

ในปี 1949 คิฮะ ชิโระ โอนิซึกะ เป็นคนคิดค้นเจ้ารองเท้าโอนิซึกะเป็นคนแรก โดยเค้าเริ่มต้นความคิดนี่ ด้วยความหวังดี อยากให้เยาวชนรุ่นหลัง รู้จักการดูแลตัวเองด้วยการออกกำลังกาย จึงจัดโครงการหนึ่งขึ้นมา เชิญชวนนักกีฬาและโค้ชที่ดีที่สุดในยุคนั้นมาเข้าโครงการ โดยโครงการมีแนวคิดว่า ให้เหล่านักกีฬาและโค้ชที่มีชื่อเสียงใน มาร่วมออกแบบและพัฒนารองเท้ากีฬา เพื่อให้ตรงใจพวกเค้า โดยหวังว่ามันจะตรงใจนักกีฬาส่วนมากให้มากที่สุด

โดยรองเท้าคู่แรก ก็ออกสู่สายตาชาวญี่ปุ่น เป็นรองเท้าบาสเกตบอล ที่มีลวดลายกิ๊บเก๋ โดยลวดลายเป็นเส้นโค้งสองสามเส้นสานเป็นลายอยู่ด้านข้างรองเท้า ที่มาของลายนั้น ผู้ผลิตให้เหตุผลว่ามันช่วยให้รองเท้าทนทาน แต่มองในสายตาคนทั่วไปมันก็เท่ห์ไม่เบา ด้วยลวดลายที่มีลักษณะพิเศษไม่เหมือนใคร ทำให้ลวดลายในกลายเป็นลายเซ็นของโอนิซึกะไปโดยปริยาย ที่ไม่ว่าใครก็ตามที่เห็นลายนี่ปุ๊บ ก็ต้องร้องอ๋อ นี่ละ โอนิซึกะ ของแท้ นั่นนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของเอกลักษณ์ที่ใครก็ไม่อาจต้านทานได้

ที่มารองเท้ากีฬาคู่แรกของมนุษยชาติ


2010
03.10

ที่มารองเท้ากีฬาคู่แรกของมนุษยชาติ

1.เมื่อหลายพันปีก่อน ได้กำเนิดรองเท้าขึ้นมา โดยรองเท้าที่เกิดขึ้นมีปัจจัยการผลิตมาจากสภาพอากาศและวัฒนธรรมของมนุษย์ที่สะแวกนั้น ต่างทวีปกัน รองเท้าก็ต่างกันมาก

2.รองเท้าคนจีนส่วนใหญ่ทำจากผ้า

3.รองเท้าคนฮอลแลนด์ส่วนมากทำจากไม้ โดยเค้าเรียกว่า ซาบ็อตส์ หรือเรียกอีกชื่อว่าคล็อค

4.รองเท้าคนอเมริกันอินเดียวทางเหนือ ทำจากหนังสัตว์

5.รองเท้าคนอเมริกันอินเดียทางใต้ ทำมาจากยางพาราดิบ โดยนำเท้าไปจุ่มในน้ำยาพาราดิบ ซึ่งถือว่าฉลาดมาก เพราะมันคือต้นแบบรองเท้าคู่แรกของมวลมนุษยชาติ

6.ชาร์ลส์ กู๊ดเยียร์ ชาวอเมริกัน ได้ค้นพบการอบยางโดยบังเอิญ นั้นเป็นจุดเริ่มต้อนของการคิดและพัฒนายาง

7.กระบวนการที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญที่ ชาร์ลส์ กู๊ดเยียร์ ค้นพบคือ การหยดกำมะถันลงในยาง ในเตาที่มีอุณหภูมิสูงมาก ส่งผลให้เกิดยางที่มีความแข็งตัวและยืดหยุ่น

8.ยางในสมัยแรกๆ มักจะมาทำเป็นยางรถยนต์

9.หลังจากที่ได้ค้นพบวิธีผลิตยางรถยนต์ จากนั้นมา ก็นำยางมาผลิตเป็นรองเท้า ขั้นตอนพัฒนา มาจากการคิดค้นการทำรองเท้าของชาวอเมริการอินเดียนทางใต้ นั้นจึงบังเกิดรองเท้าคู่แรกของมนุษยชาติขึ้นมา

10. หลังจากการทำรองเท้าด้วยการจุ่มเท้าลงไปในยางพาราดิบ พัฒนามาเป็นการตัดเย็บรองเท้าด้วยมือคน และพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง มาตัดเย็บรองเท้าด้วยเครื่องจักร

11. จนต้นศตวรรษที่ 19 ได้กำเนิดอุตสาหกรรมรองเท้าเกิดขึ้น และนั้นทำให้คนเข้าถึงรองเท้าได้ง่ายขึ้น รองเท้าจึงเป็นที่แพร่หลายนับจากนั้นมา

รองเท้าแฟชั่นก็เหมือนความรักของฉัน 2


2010
03.09

รองเท้าแฟชั่นก็เหมือนความรักของฉัน 2

เพราะไม่ว่าพื้นจะลื่นแค่ไหน มันก็ไม่เคยทำให้ฉันรู้สึกว่าฉันจะหกล้ม ฉันไม่เจ็บแผ่นเท้ามากเหมือนใส่รองเท้าส้นสูง ที่พื้นของรองเท้าแฟชั่นส่วนใหญ่ แข็งเหลือเกิน แรกๆตอนใส่ใหม่ ฉันเข้ากับมันไม่ได้มากนัก เพราะมันชอบกัดฉันบ่อยๆ แต่พอใส่ได้สักอาทิตย์ เราก็เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน หลังจากใช้ไปแล้ว 1 เดือน มันเริ่มสกปรก เพราะฉันพามันไปทุกแหล่งที่ฉันอยากไป มันรับใช้ฉันอย่างซื่อสัตย์ ฉันนำมันมาเช็ค มันทำความสะอาดง่ายมาก ดังที่คนขายบอกไว้จริง ฉันเริ่มตกหลุมรักมัน ถึงแม้ตอนนี้รองเท้า แฟชั่นจะสึกไปแล้ว จนบางครั้งใส่เดินลุยน้ำ ฉันรู้สึกลื่น แต่ฉันก็พยายามทรงตัว เพราะฉันไม่อยากเปลี่ยนรองเท้า แฟชั่นฉันรู้สึกสบาย เมื่อฉันได้ใส่มัน

หวังว่าทุกท่านที่ได้อ่าน คงมีสิ่งของที่เป็นเพื่อนอยู่ข้างกาย ของบางอย่างมนุษย์อาจไม่ได้เรียกมันว่าสิ่งมีชีวิต แต่มันก็เป็นเพื่อนที่คอยอยู่ข้างเราและไม่เคยทิ้งเราไปไหน จนบางครั้งฉันก็รู้สึกต้องขอบคุณที่มันช่างแสนดีเหลือเกิน แล้วพบกันใหม่ค่า

รองเท้าแฟชั่นก็เหมือนความรักของฉัน 1


2010
03.09

รองเท้าแฟชั่นก็เหมือนความรักของฉัน 1

ฉันมีรองเท้าแฟชั่นคู่โปรดอยู่คู่หนึ่ง มันไม่ได้สวยที่สุดเมื่อเทียบกับรองเท้าในโลกนี้ อาจไม่ได้ใส่สบายดีที่สุดเมื่อเทียบกับรองเท้าส้นสูงราคาแพงของคนร่ำคนรวย มันเป็นรองเท้าธรรมดาๆที่ฉันคิดว่าเหมาะกับฉันที่สุด ฉันซื้อรองเท้าแฟชั่นคู่นี้มาเพียงราคา 160 บาท เพราะมันกำลังเป็นรองเท้าตกสมัย แต่ฉันไม่สน ฉันรู้แต่ว่าพื้นมันเป็นยางที่นิ่ม สีม่วงอ่อน เข้ากับเสื้อแฟชั่นฉันได้ ส้นไม่สูงมาก เป็นรองเท้าเรียบและเป็นรองเท้าแฟชั่นพลาสติกกันน้ำได้ และที่เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ฉันตัดสินใจซื้อคือ คนขายบอกว่ามันทำความสะอาดง่ายมาก แรก ฉันก็ไม่ค่อยเชื่อคนขายเท่าไหร่ แต่ด้วยเหตุผลข้างต้นก็เพียงพอในการตัดสินใจซื้อ ถึงแม้จะไม่เป็นจริงดังที่คนขายบอก ฉันก็เต็มใจซื้อ ฉันใส่มันนานมาก แรกๆก็คับอยู่ แต่คนขายบอกว่าใส่ไปเรื่อย เดี่ยวมันจะยึด ก็จริงดังที่คนขายบอก ฉันรักมันมาก

ต่อกันที่ รองเท้าก็เหมือนความรักของฉัน 2 นะคะ

เท้าเหม็นแก้ไง ภาค 3


2010
03.08

เท้าเหม็นแก้ไง ภาค 3

11.อย่าใส่รองเท้าแฟชั่นที่ให้แน่นจนเกินไป การใส่รองเท้าที่แน่นทำให้เกิดความร้อน นำมาซึ่งเหงื่อ ทำให้เกิดกลิ่นอับ ควรใส่รองเท้าสบายๆ เพื่อให้เกิดการระบายอากาศของรองเท้า ช่วยลดกลิ่นอับที่จะเกิดขึ้นกับเท้าได้

12. สำหรับคนที่มีเหงื่อออกมากเลี่ยงการใส่รองเท้าแฟชั่น หรือรองเท้าที่ปิดถึงข้อเท้า ที่ควรเลี่ยงเป็นอย่างมากคือรองเท้าที่ปิดมาถึงหัวเข่า ยกเว้นว่าที่ที่คุณไปมีเครื่องปรับอากาศตลอดเวลา อาจลดกลิ่นที่เกิดจากเท้าได้บ้าง ถ้าเลี่ยงไม่ได้ควรใส่ถุงเท้าหรือถุงน่องทุกครั้ง หรือโรยแป้งก่อนใส่

13.เลือกรองเท้าแตะแฟชั่นมาใส่แทนการใส่รองเท้าแฟชั่นแบบอื่นที่มีการระบายอากาศได้น้อยกว่า จะช่วยลดกลิ่นเท้าของคุณได้เป็นอย่างดี

14.ทุกครั้งที่อาบน้ำ ควรทำความสะอาดเท้ามากเป็นพิเศษ ทำความสะอาดทุกซอกของร่องเท้าคุณ เพื่อลดกลิ่นอับที่หมักหมงกันมาทั้งวัน

15.ฉีดน้ำหอมที่ข้อเท้า ไม่ควรฉีดในรองเท้าแฟชั่น เพราะเมื่อกลิ่นของน้ำหอมผสมกับกลิ่นของเหงื่อ อาจทำให้คุณและคนรอบข้างมึนหัวได้ น้ำหอมจะช่วยในการกลบกลิ่นชั่วคราวได้